[SF] Two Heart, One Love .[BaeRI~~~]
posted on 22 Feb 2009 17:56 by earos in ShotFiC
สายลมแห่งความเย็นพัดผ่านสัมผัสผิวกายให้เย็นยะเยือก
คำคืนที่คลาคล่ำไปด้วยแสงไฟ นีออนหลากสี
เสียงเพลงอวยพรดังแว่วกังวานจากทิศทางแห่งสายลม
เสียงแห่งความสุขดังมาจากทุกอณูของความรู้สึก รอบๆกาย
คืนวันแห่งการเริ่มต้นวันใหม่ที่สดใส
คืนวันแห่งสายสมเหมันตฤดูได้พัดพาละอองเล็กๆสีขาว
เกล็ดนุ่มมือเมื่อยามสัมผัสให้ร่วงโรยมาจากท้องฟ้า
ของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานลงมาเพื่ออวยพรความสุข แก่ทุกๆคน
.
.
.
คริสมาสต์อีฟ ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง
.
.
.
เกล็ดหิมะที่โปรยปราย สื่อความเย็นทะลุล่วงเข้าไปถึงภายใน
ให้ร่างบางที่นั่งรอใครบางคน
คนที่เป็นคนสำคัญ ตลอดระยะเวลา ช่วงหนึ่งที่ผ่านมา
ใคร ที่สำคัญสำหรับจิตใจ .....
ใครคนนั้น ที่ได้ชื่อว่า .......คนที่รัก
ร่างบางกระชับเสื้อหนาเข้าหาตัวอีกครั้งเมื่อผิวขางบางเริ่มสัมผัสถึงไอเย็นที่ตีแผ่เข้าถึงข้างใน
กอดกระชับอบอวลในวงแขน ของตน อ้อมแขน ที่แม้จะกระชับแค่ไหนก็ไม่อบอุ่น เท่าใครคนนั้น
ใบหน้าหวานใส ภายใต้ไหมพรมสีน้ำตาลอ่อนที่ถูกรั้งให้อบอุ่น
ลำคอขาวที่เคยเจิดจ้า แนบสนิทเมื่อผ้าพันคอสีฟ้าขาวล้อมรอบด้วยไอเพิ่มความอุ่น
ม้านั่งสีเบจยังคงทำหน้าที่เป็นที่พักพิงอันดี แก่ร่างบาง ที่ตรงนี้ ที่ที่เป็นความทรงจำ ระหว่างเรา
ความทรงจำที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานสักแค่ไหน ก็ยังจดจำได้ ไม่เปลี่ยนแปลง
ที่แม้เพียง หวนกลับไปคิดถึง ก็ส่งผลถึงรอยยิ้มจางๆละไมผ่านริมฝีปากคู่บาง
แย้มประดับใบหน้าหวานให้ระเรื่อขึ้นมาในทุกๆครั้ง
และครั้งนี้ ก็เป็นอีกครั้ง ที่ เพียงแค่คิดถึง วันวันนั้น กับใครคนนั้น
ความหนาวสั่นเมื่อครู่ ก็อุ่นในหัวใจขึ้นมา
ความอบอุ่น ที่อุ่นมาจากใจ ...เพราะ ความอบใจที่ว่านั้น คือหัวใจ แห่งแสงตะวัน
“ผมคิดถึงพี่จัง รีบๆมาน่ะครับ ผมจะรอ
รอ ให้เหมือนวันนั้น วันที่พระเจ้า ส่งเรา ให้มาเจอกัน”
น้ำเสียงหวานใสดังก้อง ยามสัญญาณระฆังกังวานแว่วขึ้นจากทิศทาง แห่งสายลม
ที่ที่เป็นจุดหมายปลายทาง สำหรับค่ำคืนนี้
-------------------------------------------------------------------
วันนี้ เวลานี้ เมื่อปีก่อน
ยามแสงไฟต้องต้องเล่นกลกับเกล็ดหิมะต้องมนต์ แสงวิบวับสาดส่องไปทั่วบริเวณ
ยามดึกค่ำคืนที่แสนสงบสำหรับใครคนหนึ่ง กับม้านั่งสีเบจ พร้มสายตาแห่งความว่างเปล่า
/เหงาเหลือเกิน ในยามคำคืนแห่งความสุขแบบนี้ ทำไม อี ซึงฮยอน ถึงได้มานั่งซึมซับความงสบเงียบแบบนี้ แต่เพียงลำพัง/
เสียงเพรียกในจิตใจของคนร่างบางดังขึ้น เมื่อยามนี้ ที่ไม่ว่างจองไปทางไหน
สายตาก็พบเจอแต่ คนที่เคียงคู่ ไร้ ผู้โด่ดเดี่ยว ให้ได้ชุ่มฉ่ำว่าอย่างน้อยก็ยังมีเพื่อนเหงา
วันแห่งความสุขแบบนี้ ทำไม ไม่ร่าเริงให้ได้ เหมือนทุกๆวัน
ที่ร่าเริงหลอกตัวเองไปวันๆหล่ะ
รอยยิ้มจริงใจนี้ มีไว้เพื่อใครกัน
ใครคนนั้น ที่เมื่อไหร่ อี ซึงฮยอน คนนี้ จะมีกับใครเขาสักที
ใครที่คือ คนที่รัก
ใบหน้าที่มองตรงไปเพียงแค่ข้างหน้า กับความอ่อนล้าในสายตา ที่หลุบต่ำ
จนทำให้ลืมไปว่า ที่ข้างกาย ม้านั่งตัวเดียวกัน ได้มีใครบางคน ที่โด่ดเดี่ยว ได้จับจองพื้นที่เข้าให้แล้ว
“ขอนั่งด้วยคนได้ไหม” น้ำเสียงนุ่ม เอ่ยขึ้น เพื่อเรียกให้ใคร ที่นั่งอยู่ก่อนหน้าได้หันกลับมามอง
รอยยิ้มของผู้มาใหม่ อุ่นละไม ในครั้งแรกที่เห็น
อุ่น เสียใจแทบลืมไปว่าค่ำคืนนี้ มีเกล็ดต้องมนต์แห่งท้องฟ้ากำลังโปรยปราย
“ก็ไม่มีใครห้ามนี้...” น้ำเสียงหวาน แผ่วเบา กระซิบขานเพียงให้พอได้ยิน
ทำไม เพียงแค่คำพูดไม่กี่คำ ของคนมาใหม่ กลับทำให้หัวใจที่เคยด้านชา
ดูเหมือนจะมีความอบอุ่นขึ้นมาอีกครั้ง
หรือนั่นจะเป็นเพียงเพราะ ประโยคถัดมา
“งั้นขอนั่งเป็นเพื่อนอยู่ตรงนี้น่ะ ขอเคียงข้างอยู่อย่างนี้ จะได้ไหม ?”
ประโยคนี้ มันสื่อถึงอะไรกันแน่
เป็นเพื่อน
หรือเคียงข้าง
แต่ถ้าผ่านจากช่วงวินาทีนี้ไปหล่ะ จะยังอยู่ไหม?
“........................” ไร้เสียงตอบรับจากคนตัวเล็ก ของผู้อยู่ก่อน
มีเพียงแค่เสียงลมหายใจที่ดังขึ้น พร้อมกับไอร้อนที่ผ่านออกมาจากริมฝีปากบาง
ความหนาวเหน็บของร่างกายยังพอรักษาทำให้อุ่นได้
แต่ความหนาวเหน็บข้างในจิตใจ จะมีใครอาสาต้องการทำให้มันอุ่นขึ้นบ้างไหม???
.
.
.
ไหมพรมสีฟ้าขาวจากใครคนหนึ่งที่ไม่เคยแม้รู้จักมาก่อน ถูกส่งมาคล้องที่ลำคอขาว
พร้อมกับรอยยิ้มชวนอุ่นใจหัวใจอีกครั้ง
“ทง ยองเบ เรียกชั้นว่ายองเบ”
ยองเบ พูดขึ้น เมื่อเห็นถึงสีหน้าของเจ้าตัวเล็ก แสดงเครื่องหมายคำถาม ก่อนที่จะก้มลงมองผ้าพันคอสีสวยสลับกับไปหน้าคมขาว
“ใส่ไว้ซ่ะ มันเหมาะกับนายน่ะ จะได้ไม่หนาว” ยองเบส่งร้อยยิ้มให้อีกครั้ง
ครั้งที่เท่าไหร่แล้ว ตอนนี้ คนร่างเล็กเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน
รู้แต่เพียงว่า คนข้างกายของเขาในตอนนี้ เป็นดี ใช้ได้คนหนึ่ง
และมันคงไม่แปลกใช่ไหม ที่คนโด่ดเดี่ยว อย่างผมในตอนนี้ จะขอ ทำความรู้จักกับเขาบ้าง
“ซีงรีฮ่ะ อี ซึงฮยอน แต่เรียกผมว่า ซึงรี”
รอยยิ้มครั้งแรก พร้อมเขี้ยวบางๆทั้งสองข้างเผยออกมาให้เห็น
รอยยิ้มนี้ล่ะมั๊ง ที่สะกดให้ ใครคนหนึ่ง ที่โด่ดเดียว อีกคน ต้องมาสะดุด
เพียงเพราะ ต้องมนต์ แม้ในครั้งแรกที่เห็น
นั่นก็เพียงแค่ ร่างเล็ก กำลังยิ้มให้กับโทรศัพท์ ของตนเองหลังจากที่มีข้อความอวยพรได้เข้ามา
รอยยิ้มที่สะกดให้ ดวงตะวันแห่งแสงแดด ถูกเกล็ดต้องมนต์แห่งหิมะปักศรที่กลางใจ
แทนคันธนูรักแห่งคิวปิด
“น่ารัก...” ยองเบ พูดตอบ ตัวเองในใจก่อนที่จะเผยให้เห็นถึงความเขิลของตัวเองโดยการใช้มือข้างหนึ่งกุมที่ท้ายทอย
--------------------------------------------------------
เพียงแค่วันแรกที่ได้รู้จัก
เพียงแค่เหตุการณ์ ความประทับใจง่ายๆ ที่พบเห็น
ชักนำ สองหัวใจให้ผูกพัน ก่อเกิดเป็นรัก
สองคน สองหัวใจ ในรักเดียว
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
“ผมคิดถึงพี่จัง รีบๆมาน่ะครับ ผมจะรอ
รอ ให้เหมือนวันนั้น วันที่พระเจ้า ส่งเรา ให้มาเจอกัน”
น้ำเสียงหวานของใครคนหนึ่ง ที่ผม คิดถึง อยู่ตลอดทุกลมหายใจ
ดังแว่วมากับสายลมที่พัดอ่อน
กลีบเกล็ดหิมะ ที่ร่วงโรย ความหนาวเหน็บตลอดการเดินทางที่ผ่านมา
มันได้หายไปแล้ว เพียงแค่ได้เห็นหน้า ที่เฝ้าห่วงหาอยู่ตลอด
ความออดอ้อน อ่อนโยน สดใส
โลกทั้งใบของ ทง ยองเบ สดชื่นมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง
เพียงแค่เห็นรอยยิ้ม อันอ่อนโยนนั่น
รอยยิ้ม ที่ หยุด ทุกความหม่นหมอง
รอยยิ้ม ที่ดึงดูดความสนใจ และรอยยิ้ม ที่ได้ขโมยหัวใจ ทั้งดวงของชายคนนี้ไป
เพียงแค่ครั้งแรกที่ได้พบ
.....................................................
ไอกรุ่น ของหมอกวันสีขาว ถูกปล่อยมาจากใบหน้าแสนหวานที่นึกรัก
แม้จะถูกปกปิดไปด้วยหมวดไหมพรหมแสนสวยใบโปรด
แต่ ดวงตาของคนที่เฝ้ามอง ไม่อาจจะหลุดสายตาไปจากใบหน้าหวานนั้น แม้เพียงเสี้ยวนาที
ม้านั่งสีเบจตัวเดิม สถานที่เดิมๆ
แต่ความรู้สึก กลับมามีขึ้นกว่าเดิม ในทุกๆครั้ง ที่คิดถึง
ในทุกๆๆครั้ง ที่โอบกอด
ความรู้สึกของความรัก....
“มานั่งอยู่คนเดียว ไม่เหงาหรือไง” คำถามจากคนมาใหม่ ส่งมอบให้กับใครคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงหน้า
คนในอ้อมกอด ภายใต้สัมผัสอบอุ่นที่มอบให้
“...............................” ไม่ต้องมีเสียง หรือคำพูดใดให้เอื้อนเอ่ย
แต่เพียงแค่ร่างบางโอบมือเล็กนั้นสอดสัมผัสกับอ้อมกอดจากด้านหลังไว้
มันก็คือคำตอบที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
อิงไหล่เล็กซุกที่หน้าอกกว้าง แอบแนบนิ่งหลับตา ย้อนรำลึกถึงวันเก่าๆที่แสนหวาน
“อยู่คนเดียว แบบนี้ เหงา น่ะ ให้นั่งเป็นเพื่อนไหม?”
เสียงกระเซ้า ของยองเบพูดกระซิบที่ข้างหู โคลงร่างเล็กที่นั่งอิงไหล่ให้โคลงตามแรงของจังหว่ะการเคลื่อนไหว...
“ทำไมถึงเพิ่งมา.... ซึงรีรอนานแล้วน่ะ” เสียงหวาน เจ้าของชื่อ อี ซึงฮยอน พูดก่อนสูดอากาศ ทำแก้มพองลมผล่ะตัวเองออกจากอ้อมกอดนั้น
ก็ทั้งๆที่ก็รู้สึกดี กับสัมผัสเมื่อครู่
แต่เมื่อย้อนให้นึกถึงเวลา ที่ต้องรอ ก็อดไม่ได้ ที่จะอยากแกล้ง
ขอแกล้งคนที่ชอบมาตรงเวลา ให้ได้ง้ออีกสักครั้งเถอะ
“อ้าว... พี่ไม่ได้มาช้าน่ะ นี่เห็นไหม?? มาตรงเวลาเดี๊ยะเลย” ยองเบ ยกนาฬิกาเรือนโปรด ที่ใส่ประจำ บนข้อมือชูให้คนตรงหน้า ที่ ลุกขึ้น ผล่ะออกจากอ้อมกอดนั้นได้ดู
นาฬิกาเรือนนี้ ซึงรีคนดี ของพี่ จำได้ใช่ไหม???
เพราะ มันก็คือ เรือนที่คู่กันกับ ข้อมือข้างซ้าย ของข้อมือเล็ก นั้น นั่นเอง
ใช่ .......นาฬิกา นั้น มันคือ ของขวัญครบรอบ วันแห่งความรัก
วาเลนไทล์ ปีแรกของพวกเรา
“ไม่ต้อง เอาเวลามาอ้างเลยน่ะ
จะบอกว่าซึงรีอยากมาเร็วก่อนเองใช่ไหมล่ะ
ไม่รู้หล่ะ ยังไงๆคืนนี้พี่ก็มาช้าเอง....
ผม งอนพี่แล้วด้วย”
ซึงรี พูดก่อนอมลม เข้าปาก ทำแก้มพอง ยิ่งกว่าเดิม ก่อนเร่งฝีเท้าให้เคลื่อนที่ ไปจากบริเวณ ที่เป็น จุดก่อกำเนิด ของหัวใจ
-----------------
เพียงแค่งอน .....
เพียงแค่ต้องการ
เพียงแค่อยาก ให้พี่ มาง้อ ก็แค่นั้น ......ผมรอให้พี่มาง้ออยู่น่ะรู้ไหม??
-----------------
เพียงแค่งอน
เพียงแค่เรียกความสนใจ
เพียงแค่ต้องการอยากให้เข้าไปง้อ ก็รู้น่ะ แต่มันยังไม่ถึงเวลา
-----------------
ก่อนที่ร่างเล็กจะเดินจากมากก้าวไปกว้านี้ มือหนา อ้อมกอดที่อบอุ่นก็ดึงรั้งร่างบางของเจ้าตัวเล้ก กลับมาซุกที่อ้อมอกอีกครั้ง
เต็มรักของหัวใจ
ให้ได้ยินเสียงหัวใจของคนคนนี้ ......
เสียงที่มันดังข้องเรียก “ซึงรีที่รัก” อยู่ตลอดเวลา
เหมือนจะรับรู้ว่าเสียงหัวใจนั้น มันดังยังไง
ใบหน้าหวานที่เคยพองแก้ม กลับขึ้นสีระเรื่อขึ้นมา เพียงแค่รู้ว่า ในตอนนี้
สัมผัสนี้ ไม่ว่าครั้งไหนๆ ไม่เคยมีสักครั้งที่จะไม่อบอุ่น
ยิ่งนานวัน ยิ่งบ่อยครั้ง มีแต่ยิ่งเพิ่มพูนความต้องการ อ้อมกอดนี้ อยู่ทุกช่วงเวลา
“ไม่เอาน่า หย่างอนได้ไหม??” เสียงของยองเบกระซิบ ที่ข้างหูอีกครั้ง
ใบหน้าแดงระเรื่อ กลับร้อนวูบวาบ...อยู่เนืองๆเหมือนจะเป็นไข้
ยิ่งคำพูด ใบหน้า แระริมฝีปากหยัก ก้มลง ใกล้เข้ามาในระยะประชิดมากเท่าไหร่
แก้มแดง ท่ามกลางเกล็ดหิมะที่ร่วงโรย กลับมากขึ้นด้วยอุณหภูมิของความรัก
ยิ่งชิดใกล้ยิ่งสเน่หา ยิ่งสัมผัส ยิ่งอยากครอบครอง
สมองสั่งการ ไม่อาจควบคุมการทำงานของหัวใจได้
จิตใต้สำนึกก็มิอาจควบคุมอารกระทำได้เช่นกัน
ลมหายใจอุ่น ไล่รดระเรื่อที่ไรผม ขอบขมับ ไล่เพียงเรื่อยลงมายังพวกแก้ม
จุบสัมผัสเล็กๆ จุดเริ่มของความต้องการ ที่มาก ยิ่งกว่า
ไล่เรื่อยจมูกสันไล่วนไปที่หน้าผากหวานจูบรับขวัญ แสนหวาน
ก่อนไล่จูบนิดเพียงเล็กน้อยแต่ระเรื่อยลงตามสันจมูกเล็ก
ก่อนที่สายตาหวานของทั้งคู่จะสอดประสานซึ่งกันและกัน
สายตา สะท้อนเงา ของตน จากดวงตาของฝ่ายตรงข้าม คนที่เป็นที่รัก...
ลมหายใจ เข้าออก สอดรับสัมผัสซึ่งกันและกัน
ใครคนหนึ่งเอียงใบหน้าทำมุมก่อนริมฝีปากหยักได้รูปจะลิ้มเลียริมฝีปากบางให้หวั่นไหว
ใครอีกคน พริ้มหลับดวงตาให้โอบรับสัมผัสหวานจากคนตรงหน้า
จูบสัมผัสรสหวานสอดแทรก แลกความหวานเมื่อปากเล็กยอมเผยอตอบรับการร้องขอ
เกี่ยวกระหวัด ซุกซ่อนหยอกล้อ ซึ่งกันและกัน
นุ่มหวานหอมละมุน
เนิ่นนาน ตราบเท่า ลมหายใจที่รวยระรินของคนตัวเล็กเริ่มใกล้จะหมดลง
ยองเบถึงได้ปล่อย ปากให้ซึงรีได้เก็บออกซิเจน เข้าปอด
“หายงอนล้วน่ะ “ เสียง หยอกล้อของยองเบ เรียกสายตาขวางจากซึงรีอีกครั้ง
“บ้า ....เล่นแบบนี้ ไม่งอนแล้ว” ซึงรี พูดพร้อมกับมือเล็ก ตบน้อยๆเข้าไปที่ไหล่ซ้ายของยองเบ
“ก้แล้วไม่ชอบหรือไง” ยองเบ กุมมือเล็ก ที่แตะมา อย่างตั้งใจนั่น นำมากุมไว้ที่อกด้านซ้าย
ที่ที่ มือเล็กด้วยนี้เท่านั้น ที่กุมมันไว้
ในกำมือของ ซึงรี มีหัวใจทง ยองเบ จงอย่าได้ทิ้งคว้าง
หัวใจ ที่ยอมให้ แค่เพียงผู้เดียว
“มันใกล้จะได้เวลาแล้วน่ะเราไปกันเถอะ”
เมื่อเสียงระฆังกังวานดังขึ้นมาจากโบสถ์สีขาว รูปทรงสถาปัตยกรรมโกธิคโบราณ
ที่ที่เป็นจุดหมายปลายทางของค่ำคืนนี้ดังขึ้น ส่งเสียงเรียกย้ำเตือนว่าอีกไม่นาน
คืนของวันแห่งความสุขกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
“ ถ้างั้น เราไปกันเถอะ “
เอื้อมมือหนาคว้ามือเล็ก มากุมกระชับเคียงคู่ หยอกเย้า
เคียงข้าง สองร่าง มุ่งตรงสู่ สถาปัตยกรรม
แสงไฟประดับประดา ส่งแสง สว่างพวยพุ่ง อนุภาพแห่งความสุข
ความเบิกบาน การแลกเปลี่ยนความรัก ให้แก่กัน ของใครหลายๆๆคน
โบสถ์สีขาว ตั้งตระหง่านท่ามกลาง เกล็ดละอองของหิมะ
แสงไฟระยิบระยับจับตา ดึงดูดให้ใครหลายๆคนได้ เข้ามาขอพร
กันในค่ำคืนนี้
00.0 น.
วันเวลาได้มาถึงแล้ว.....
Merry Christmas Day
Merry Christmas คำคำนี้ ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ
แว่วเสียงที่ดังกึกก้องพร้อมส่งความสุขให้แก่กันและกัน
ภายในโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ สองร่างกุมมือ ขอพรพระผู้เป็นเจ้า
หนึ่งกุมมือเล็กหลับตาม ภาวนาในสิ่ง ที่รัก
หนึ่งนั่งมอง คนที่รักได้อธิษฐาน ก่อนจะหลับพริ้มลงยกมือที่กุมให้ขึ้นมา
พร้อมกับกุมมือเล็กนั่น อธิษฐาน สิ่งที่อยู่ในหัวใจ
สัมผัสแผ่วเบารับรู้ถึงความเย็นของ บางสิ่ง ที่กำลังถูกสวมใส่เข้าไปยังนิ้วนางข้างซ้าย ของมือเล็ก
จูบสัมผัสเพียงแผ่วเบา แต่อุ่นสะท้านไปทั้งใจ
พร้อมเอื้อนเอ่ย คำหวานหู ต่อคนที่เคียงข้าง
ตรงหน้า ต่อฟ้าพยานของพระผู้เป็นเจ้า
.
.
.
“ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด
ไม่ว่าสิ่งเลวร้ายใดๆจะเกิดขึ้น หัวใจรักหนึ่งดวงเพียงดวงนี้
หัวใจรัก ของผมคนนี้ ทง ยองเบ
ขอเป็นหัวใจรักมั่นคงที่บริสุทธิ์ ต่ออี ซึงฮยอนคนนี้
เพียงผู้เดียว”
“.....พี่รักซึงรีน่ะ......”
โอบกอด รอคอจากคนที่เป็นเจ้าของหัวใจ
ปล่อยน้ำตาแห่งความตื้นตัน
ส่งมอบความสุข ความรักของหัวใจ
จูบสัมผัสรสหวานครั้งนี้....
ร่างเล็กขอเป็นฝ่ายหยิบยื่นให้
เพื่อเป็นคำมั่นสัญญาตอบแทนความรัก.......
รัก ที่หัวใจดวงนี้มีให้แต่เพียงผู้เดียว..
“....ซึงรีรัก พี่ที่สุดครับ ที่รักของผม...ทง ยองเบ....”
ความรัก มีอยู่ทั่วทุกแห่ง
อยู่ที่ว่า เราจะมองเห็น มันหรือไม่ ก็เท่านั้น
อย่าใช้สายตาให้การมองหาความรัก
จงใช้หัวใจในการมองหา
สายตาเป็นเพียงสะพานที่สื่อความประทับใจเท่านั้น
แต่หัวใจคือประตู ที่นำไปสู่ ความสุขทั้งปวง
ขอให้ทุกๆๆคน ได้อบอวลไปด้วยหัวใจแห่งความรัก ตลอดช่วงวันเทศกาลแห่งความสุขนี้
Merry Christmas
มีใครเคยบอกไหม???
ว่ากันว่า ความหวานจะทำให้เราอุ่นขึ้น
คำคืนที่คลาคล่ำไปด้วยแสงไฟ นีออนหลากสี
เสียงเพลงอวยพรดังแว่วกังวานจากทิศทางแห่งสายลม
เสียงแห่งความสุขดังมาจากทุกอณูของความรู้สึก รอบๆกาย
คืนวันแห่งการเริ่มต้นวันใหม่ที่สดใส
คืนวันแห่งสายสมเหมันตฤดูได้พัดพาละอองเล็กๆสีขาว
เกล็ดนุ่มมือเมื่อยามสัมผัสให้ร่วงโรยมาจากท้องฟ้า
ของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานลงมาเพื่ออวยพรความสุข แก่ทุกๆคน
.
.
.
คริสมาสต์อีฟ ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง
.
.
.
เกล็ดหิมะที่โปรยปราย สื่อความเย็นทะลุล่วงเข้าไปถึงภายใน
ให้ร่างบางที่นั่งรอใครบางคน
คนที่เป็นคนสำคัญ ตลอดระยะเวลา ช่วงหนึ่งที่ผ่านมา
ใคร ที่สำคัญสำหรับจิตใจ .....
ใครคนนั้น ที่ได้ชื่อว่า .......คนที่รัก
ร่างบางกระชับเสื้อหนาเข้าหาตัวอีกครั้งเมื่อผิวขางบางเริ่มสัมผัสถึงไอเย็นที่ตีแผ่เข้าถึงข้างใน
กอดกระชับอบอวลในวงแขน ของตน อ้อมแขน ที่แม้จะกระชับแค่ไหนก็ไม่อบอุ่น เท่าใครคนนั้น
ใบหน้าหวานใส ภายใต้ไหมพรมสีน้ำตาลอ่อนที่ถูกรั้งให้อบอุ่น
ลำคอขาวที่เคยเจิดจ้า แนบสนิทเมื่อผ้าพันคอสีฟ้าขาวล้อมรอบด้วยไอเพิ่มความอุ่น
ม้านั่งสีเบจยังคงทำหน้าที่เป็นที่พักพิงอันดี แก่ร่างบาง ที่ตรงนี้ ที่ที่เป็นความทรงจำ ระหว่างเรา
ความทรงจำที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานสักแค่ไหน ก็ยังจดจำได้ ไม่เปลี่ยนแปลง
ที่แม้เพียง หวนกลับไปคิดถึง ก็ส่งผลถึงรอยยิ้มจางๆละไมผ่านริมฝีปากคู่บาง
แย้มประดับใบหน้าหวานให้ระเรื่อขึ้นมาในทุกๆครั้ง
และครั้งนี้ ก็เป็นอีกครั้ง ที่ เพียงแค่คิดถึง วันวันนั้น กับใครคนนั้น
ความหนาวสั่นเมื่อครู่ ก็อุ่นในหัวใจขึ้นมา
ความอบอุ่น ที่อุ่นมาจากใจ ...เพราะ ความอบใจที่ว่านั้น คือหัวใจ แห่งแสงตะวัน
“ผมคิดถึงพี่จัง รีบๆมาน่ะครับ ผมจะรอ
รอ ให้เหมือนวันนั้น วันที่พระเจ้า ส่งเรา ให้มาเจอกัน”
น้ำเสียงหวานใสดังก้อง ยามสัญญาณระฆังกังวานแว่วขึ้นจากทิศทาง แห่งสายลม
ที่ที่เป็นจุดหมายปลายทาง สำหรับค่ำคืนนี้
-------------------------------------------------------------------
วันนี้ เวลานี้ เมื่อปีก่อน
ยามแสงไฟต้องต้องเล่นกลกับเกล็ดหิมะต้องมนต์ แสงวิบวับสาดส่องไปทั่วบริเวณ
ยามดึกค่ำคืนที่แสนสงบสำหรับใครคนหนึ่ง กับม้านั่งสีเบจ พร้มสายตาแห่งความว่างเปล่า
/เหงาเหลือเกิน ในยามคำคืนแห่งความสุขแบบนี้ ทำไม อี ซึงฮยอน ถึงได้มานั่งซึมซับความงสบเงียบแบบนี้ แต่เพียงลำพัง/
เสียงเพรียกในจิตใจของคนร่างบางดังขึ้น เมื่อยามนี้ ที่ไม่ว่างจองไปทางไหน
สายตาก็พบเจอแต่ คนที่เคียงคู่ ไร้ ผู้โด่ดเดี่ยว ให้ได้ชุ่มฉ่ำว่าอย่างน้อยก็ยังมีเพื่อนเหงา
วันแห่งความสุขแบบนี้ ทำไม ไม่ร่าเริงให้ได้ เหมือนทุกๆวัน
ที่ร่าเริงหลอกตัวเองไปวันๆหล่ะ
รอยยิ้มจริงใจนี้ มีไว้เพื่อใครกัน
ใครคนนั้น ที่เมื่อไหร่ อี ซึงฮยอน คนนี้ จะมีกับใครเขาสักที
ใครที่คือ คนที่รัก
ใบหน้าที่มองตรงไปเพียงแค่ข้างหน้า กับความอ่อนล้าในสายตา ที่หลุบต่ำ
จนทำให้ลืมไปว่า ที่ข้างกาย ม้านั่งตัวเดียวกัน ได้มีใครบางคน ที่โด่ดเดี่ยว ได้จับจองพื้นที่เข้าให้แล้ว
“ขอนั่งด้วยคนได้ไหม” น้ำเสียงนุ่ม เอ่ยขึ้น เพื่อเรียกให้ใคร ที่นั่งอยู่ก่อนหน้าได้หันกลับมามอง
รอยยิ้มของผู้มาใหม่ อุ่นละไม ในครั้งแรกที่เห็น
อุ่น เสียใจแทบลืมไปว่าค่ำคืนนี้ มีเกล็ดต้องมนต์แห่งท้องฟ้ากำลังโปรยปราย
“ก็ไม่มีใครห้ามนี้...” น้ำเสียงหวาน แผ่วเบา กระซิบขานเพียงให้พอได้ยิน
ทำไม เพียงแค่คำพูดไม่กี่คำ ของคนมาใหม่ กลับทำให้หัวใจที่เคยด้านชา
ดูเหมือนจะมีความอบอุ่นขึ้นมาอีกครั้ง
หรือนั่นจะเป็นเพียงเพราะ ประโยคถัดมา
“งั้นขอนั่งเป็นเพื่อนอยู่ตรงนี้น่ะ ขอเคียงข้างอยู่อย่างนี้ จะได้ไหม ?”
ประโยคนี้ มันสื่อถึงอะไรกันแน่
เป็นเพื่อน
หรือเคียงข้าง
แต่ถ้าผ่านจากช่วงวินาทีนี้ไปหล่ะ จะยังอยู่ไหม?
“........................” ไร้เสียงตอบรับจากคนตัวเล็ก ของผู้อยู่ก่อน
มีเพียงแค่เสียงลมหายใจที่ดังขึ้น พร้อมกับไอร้อนที่ผ่านออกมาจากริมฝีปากบาง
ความหนาวเหน็บของร่างกายยังพอรักษาทำให้อุ่นได้
แต่ความหนาวเหน็บข้างในจิตใจ จะมีใครอาสาต้องการทำให้มันอุ่นขึ้นบ้างไหม???
.
.
.
ไหมพรมสีฟ้าขาวจากใครคนหนึ่งที่ไม่เคยแม้รู้จักมาก่อน ถูกส่งมาคล้องที่ลำคอขาว
พร้อมกับรอยยิ้มชวนอุ่นใจหัวใจอีกครั้ง
“ทง ยองเบ เรียกชั้นว่ายองเบ”
ยองเบ พูดขึ้น เมื่อเห็นถึงสีหน้าของเจ้าตัวเล็ก แสดงเครื่องหมายคำถาม ก่อนที่จะก้มลงมองผ้าพันคอสีสวยสลับกับไปหน้าคมขาว
“ใส่ไว้ซ่ะ มันเหมาะกับนายน่ะ จะได้ไม่หนาว” ยองเบส่งร้อยยิ้มให้อีกครั้ง
ครั้งที่เท่าไหร่แล้ว ตอนนี้ คนร่างเล็กเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน
รู้แต่เพียงว่า คนข้างกายของเขาในตอนนี้ เป็นดี ใช้ได้คนหนึ่ง
และมันคงไม่แปลกใช่ไหม ที่คนโด่ดเดี่ยว อย่างผมในตอนนี้ จะขอ ทำความรู้จักกับเขาบ้าง
“ซีงรีฮ่ะ อี ซึงฮยอน แต่เรียกผมว่า ซึงรี”
รอยยิ้มครั้งแรก พร้อมเขี้ยวบางๆทั้งสองข้างเผยออกมาให้เห็น
รอยยิ้มนี้ล่ะมั๊ง ที่สะกดให้ ใครคนหนึ่ง ที่โด่ดเดียว อีกคน ต้องมาสะดุด
เพียงเพราะ ต้องมนต์ แม้ในครั้งแรกที่เห็น
นั่นก็เพียงแค่ ร่างเล็ก กำลังยิ้มให้กับโทรศัพท์ ของตนเองหลังจากที่มีข้อความอวยพรได้เข้ามา
รอยยิ้มที่สะกดให้ ดวงตะวันแห่งแสงแดด ถูกเกล็ดต้องมนต์แห่งหิมะปักศรที่กลางใจ
แทนคันธนูรักแห่งคิวปิด
“น่ารัก...” ยองเบ พูดตอบ ตัวเองในใจก่อนที่จะเผยให้เห็นถึงความเขิลของตัวเองโดยการใช้มือข้างหนึ่งกุมที่ท้ายทอย
--------------------------------------------------------
เพียงแค่วันแรกที่ได้รู้จัก
เพียงแค่เหตุการณ์ ความประทับใจง่ายๆ ที่พบเห็น
ชักนำ สองหัวใจให้ผูกพัน ก่อเกิดเป็นรัก
สองคน สองหัวใจ ในรักเดียว
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
“ผมคิดถึงพี่จัง รีบๆมาน่ะครับ ผมจะรอ
รอ ให้เหมือนวันนั้น วันที่พระเจ้า ส่งเรา ให้มาเจอกัน”
น้ำเสียงหวานของใครคนหนึ่ง ที่ผม คิดถึง อยู่ตลอดทุกลมหายใจ
ดังแว่วมากับสายลมที่พัดอ่อน
กลีบเกล็ดหิมะ ที่ร่วงโรย ความหนาวเหน็บตลอดการเดินทางที่ผ่านมา
มันได้หายไปแล้ว เพียงแค่ได้เห็นหน้า ที่เฝ้าห่วงหาอยู่ตลอด
ความออดอ้อน อ่อนโยน สดใส
โลกทั้งใบของ ทง ยองเบ สดชื่นมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง
เพียงแค่เห็นรอยยิ้ม อันอ่อนโยนนั่น
รอยยิ้ม ที่ หยุด ทุกความหม่นหมอง
รอยยิ้ม ที่ดึงดูดความสนใจ และรอยยิ้ม ที่ได้ขโมยหัวใจ ทั้งดวงของชายคนนี้ไป
เพียงแค่ครั้งแรกที่ได้พบ
.....................................................
ไอกรุ่น ของหมอกวันสีขาว ถูกปล่อยมาจากใบหน้าแสนหวานที่นึกรัก
แม้จะถูกปกปิดไปด้วยหมวดไหมพรหมแสนสวยใบโปรด
แต่ ดวงตาของคนที่เฝ้ามอง ไม่อาจจะหลุดสายตาไปจากใบหน้าหวานนั้น แม้เพียงเสี้ยวนาที
ม้านั่งสีเบจตัวเดิม สถานที่เดิมๆ
แต่ความรู้สึก กลับมามีขึ้นกว่าเดิม ในทุกๆครั้ง ที่คิดถึง
ในทุกๆๆครั้ง ที่โอบกอด
ความรู้สึกของความรัก....
“มานั่งอยู่คนเดียว ไม่เหงาหรือไง” คำถามจากคนมาใหม่ ส่งมอบให้กับใครคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงหน้า
คนในอ้อมกอด ภายใต้สัมผัสอบอุ่นที่มอบให้
“...............................” ไม่ต้องมีเสียง หรือคำพูดใดให้เอื้อนเอ่ย
แต่เพียงแค่ร่างบางโอบมือเล็กนั้นสอดสัมผัสกับอ้อมกอดจากด้านหลังไว้
มันก็คือคำตอบที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
อิงไหล่เล็กซุกที่หน้าอกกว้าง แอบแนบนิ่งหลับตา ย้อนรำลึกถึงวันเก่าๆที่แสนหวาน
“อยู่คนเดียว แบบนี้ เหงา น่ะ ให้นั่งเป็นเพื่อนไหม?”
เสียงกระเซ้า ของยองเบพูดกระซิบที่ข้างหู โคลงร่างเล็กที่นั่งอิงไหล่ให้โคลงตามแรงของจังหว่ะการเคลื่อนไหว...
“ทำไมถึงเพิ่งมา.... ซึงรีรอนานแล้วน่ะ” เสียงหวาน เจ้าของชื่อ อี ซึงฮยอน พูดก่อนสูดอากาศ ทำแก้มพองลมผล่ะตัวเองออกจากอ้อมกอดนั้น
ก็ทั้งๆที่ก็รู้สึกดี กับสัมผัสเมื่อครู่
แต่เมื่อย้อนให้นึกถึงเวลา ที่ต้องรอ ก็อดไม่ได้ ที่จะอยากแกล้ง
ขอแกล้งคนที่ชอบมาตรงเวลา ให้ได้ง้ออีกสักครั้งเถอะ
“อ้าว... พี่ไม่ได้มาช้าน่ะ นี่เห็นไหม?? มาตรงเวลาเดี๊ยะเลย” ยองเบ ยกนาฬิกาเรือนโปรด ที่ใส่ประจำ บนข้อมือชูให้คนตรงหน้า ที่ ลุกขึ้น ผล่ะออกจากอ้อมกอดนั้นได้ดู
นาฬิกาเรือนนี้ ซึงรีคนดี ของพี่ จำได้ใช่ไหม???
เพราะ มันก็คือ เรือนที่คู่กันกับ ข้อมือข้างซ้าย ของข้อมือเล็ก นั้น นั่นเอง
ใช่ .......นาฬิกา นั้น มันคือ ของขวัญครบรอบ วันแห่งความรัก
วาเลนไทล์ ปีแรกของพวกเรา
“ไม่ต้อง เอาเวลามาอ้างเลยน่ะ
จะบอกว่าซึงรีอยากมาเร็วก่อนเองใช่ไหมล่ะ
ไม่รู้หล่ะ ยังไงๆคืนนี้พี่ก็มาช้าเอง....
ผม งอนพี่แล้วด้วย”
ซึงรี พูดก่อนอมลม เข้าปาก ทำแก้มพอง ยิ่งกว่าเดิม ก่อนเร่งฝีเท้าให้เคลื่อนที่ ไปจากบริเวณ ที่เป็น จุดก่อกำเนิด ของหัวใจ
-----------------
เพียงแค่งอน .....
เพียงแค่ต้องการ
เพียงแค่อยาก ให้พี่ มาง้อ ก็แค่นั้น ......ผมรอให้พี่มาง้ออยู่น่ะรู้ไหม??
-----------------
เพียงแค่งอน
เพียงแค่เรียกความสนใจ
เพียงแค่ต้องการอยากให้เข้าไปง้อ ก็รู้น่ะ แต่มันยังไม่ถึงเวลา
-----------------
ก่อนที่ร่างเล็กจะเดินจากมากก้าวไปกว้านี้ มือหนา อ้อมกอดที่อบอุ่นก็ดึงรั้งร่างบางของเจ้าตัวเล้ก กลับมาซุกที่อ้อมอกอีกครั้ง
เต็มรักของหัวใจ
ให้ได้ยินเสียงหัวใจของคนคนนี้ ......
เสียงที่มันดังข้องเรียก “ซึงรีที่รัก” อยู่ตลอดเวลา
เหมือนจะรับรู้ว่าเสียงหัวใจนั้น มันดังยังไง
ใบหน้าหวานที่เคยพองแก้ม กลับขึ้นสีระเรื่อขึ้นมา เพียงแค่รู้ว่า ในตอนนี้
สัมผัสนี้ ไม่ว่าครั้งไหนๆ ไม่เคยมีสักครั้งที่จะไม่อบอุ่น
ยิ่งนานวัน ยิ่งบ่อยครั้ง มีแต่ยิ่งเพิ่มพูนความต้องการ อ้อมกอดนี้ อยู่ทุกช่วงเวลา
“ไม่เอาน่า หย่างอนได้ไหม??” เสียงของยองเบกระซิบ ที่ข้างหูอีกครั้ง
ใบหน้าแดงระเรื่อ กลับร้อนวูบวาบ...อยู่เนืองๆเหมือนจะเป็นไข้
ยิ่งคำพูด ใบหน้า แระริมฝีปากหยัก ก้มลง ใกล้เข้ามาในระยะประชิดมากเท่าไหร่
แก้มแดง ท่ามกลางเกล็ดหิมะที่ร่วงโรย กลับมากขึ้นด้วยอุณหภูมิของความรัก
ยิ่งชิดใกล้ยิ่งสเน่หา ยิ่งสัมผัส ยิ่งอยากครอบครอง
สมองสั่งการ ไม่อาจควบคุมการทำงานของหัวใจได้
จิตใต้สำนึกก็มิอาจควบคุมอารกระทำได้เช่นกัน
ลมหายใจอุ่น ไล่รดระเรื่อที่ไรผม ขอบขมับ ไล่เพียงเรื่อยลงมายังพวกแก้ม
จุบสัมผัสเล็กๆ จุดเริ่มของความต้องการ ที่มาก ยิ่งกว่า
ไล่เรื่อยจมูกสันไล่วนไปที่หน้าผากหวานจูบรับขวัญ แสนหวาน
ก่อนไล่จูบนิดเพียงเล็กน้อยแต่ระเรื่อยลงตามสันจมูกเล็ก
ก่อนที่สายตาหวานของทั้งคู่จะสอดประสานซึ่งกันและกัน
สายตา สะท้อนเงา ของตน จากดวงตาของฝ่ายตรงข้าม คนที่เป็นที่รัก...
ลมหายใจ เข้าออก สอดรับสัมผัสซึ่งกันและกัน
ใครคนหนึ่งเอียงใบหน้าทำมุมก่อนริมฝีปากหยักได้รูปจะลิ้มเลียริมฝีปากบางให้หวั่นไหว
ใครอีกคน พริ้มหลับดวงตาให้โอบรับสัมผัสหวานจากคนตรงหน้า
จูบสัมผัสรสหวานสอดแทรก แลกความหวานเมื่อปากเล็กยอมเผยอตอบรับการร้องขอ
เกี่ยวกระหวัด ซุกซ่อนหยอกล้อ ซึ่งกันและกัน
นุ่มหวานหอมละมุน
เนิ่นนาน ตราบเท่า ลมหายใจที่รวยระรินของคนตัวเล็กเริ่มใกล้จะหมดลง
ยองเบถึงได้ปล่อย ปากให้ซึงรีได้เก็บออกซิเจน เข้าปอด
“หายงอนล้วน่ะ “ เสียง หยอกล้อของยองเบ เรียกสายตาขวางจากซึงรีอีกครั้ง
“บ้า ....เล่นแบบนี้ ไม่งอนแล้ว” ซึงรี พูดพร้อมกับมือเล็ก ตบน้อยๆเข้าไปที่ไหล่ซ้ายของยองเบ
“ก้แล้วไม่ชอบหรือไง” ยองเบ กุมมือเล็ก ที่แตะมา อย่างตั้งใจนั่น นำมากุมไว้ที่อกด้านซ้าย
ที่ที่ มือเล็กด้วยนี้เท่านั้น ที่กุมมันไว้
ในกำมือของ ซึงรี มีหัวใจทง ยองเบ จงอย่าได้ทิ้งคว้าง
หัวใจ ที่ยอมให้ แค่เพียงผู้เดียว
“มันใกล้จะได้เวลาแล้วน่ะเราไปกันเถอะ”
เมื่อเสียงระฆังกังวานดังขึ้นมาจากโบสถ์สีขาว รูปทรงสถาปัตยกรรมโกธิคโบราณ
ที่ที่เป็นจุดหมายปลายทางของค่ำคืนนี้ดังขึ้น ส่งเสียงเรียกย้ำเตือนว่าอีกไม่นาน
คืนของวันแห่งความสุขกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
“ ถ้างั้น เราไปกันเถอะ “
เอื้อมมือหนาคว้ามือเล็ก มากุมกระชับเคียงคู่ หยอกเย้า
เคียงข้าง สองร่าง มุ่งตรงสู่ สถาปัตยกรรม
แสงไฟประดับประดา ส่งแสง สว่างพวยพุ่ง อนุภาพแห่งความสุข
ความเบิกบาน การแลกเปลี่ยนความรัก ให้แก่กัน ของใครหลายๆๆคน
โบสถ์สีขาว ตั้งตระหง่านท่ามกลาง เกล็ดละอองของหิมะ
แสงไฟระยิบระยับจับตา ดึงดูดให้ใครหลายๆคนได้ เข้ามาขอพร
กันในค่ำคืนนี้
00.0 น.
วันเวลาได้มาถึงแล้ว.....
Merry Christmas Day
Merry Christmas คำคำนี้ ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ
แว่วเสียงที่ดังกึกก้องพร้อมส่งความสุขให้แก่กันและกัน
ภายในโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ สองร่างกุมมือ ขอพรพระผู้เป็นเจ้า
หนึ่งกุมมือเล็กหลับตาม ภาวนาในสิ่ง ที่รัก
หนึ่งนั่งมอง คนที่รักได้อธิษฐาน ก่อนจะหลับพริ้มลงยกมือที่กุมให้ขึ้นมา
พร้อมกับกุมมือเล็กนั่น อธิษฐาน สิ่งที่อยู่ในหัวใจ
สัมผัสแผ่วเบารับรู้ถึงความเย็นของ บางสิ่ง ที่กำลังถูกสวมใส่เข้าไปยังนิ้วนางข้างซ้าย ของมือเล็ก
จูบสัมผัสเพียงแผ่วเบา แต่อุ่นสะท้านไปทั้งใจ
พร้อมเอื้อนเอ่ย คำหวานหู ต่อคนที่เคียงข้าง
ตรงหน้า ต่อฟ้าพยานของพระผู้เป็นเจ้า
.
.
.
“ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด
ไม่ว่าสิ่งเลวร้ายใดๆจะเกิดขึ้น หัวใจรักหนึ่งดวงเพียงดวงนี้
หัวใจรัก ของผมคนนี้ ทง ยองเบ
ขอเป็นหัวใจรักมั่นคงที่บริสุทธิ์ ต่ออี ซึงฮยอนคนนี้
เพียงผู้เดียว”
“.....พี่รักซึงรีน่ะ......”
โอบกอด รอคอจากคนที่เป็นเจ้าของหัวใจ
ปล่อยน้ำตาแห่งความตื้นตัน
ส่งมอบความสุข ความรักของหัวใจ
จูบสัมผัสรสหวานครั้งนี้....
ร่างเล็กขอเป็นฝ่ายหยิบยื่นให้
เพื่อเป็นคำมั่นสัญญาตอบแทนความรัก.......
รัก ที่หัวใจดวงนี้มีให้แต่เพียงผู้เดียว..
“....ซึงรีรัก พี่ที่สุดครับ ที่รักของผม...ทง ยองเบ....”
ความรัก มีอยู่ทั่วทุกแห่ง
อยู่ที่ว่า เราจะมองเห็น มันหรือไม่ ก็เท่านั้น
อย่าใช้สายตาให้การมองหาความรัก
จงใช้หัวใจในการมองหา
สายตาเป็นเพียงสะพานที่สื่อความประทับใจเท่านั้น
แต่หัวใจคือประตู ที่นำไปสู่ ความสุขทั้งปวง
ขอให้ทุกๆๆคน ได้อบอวลไปด้วยหัวใจแห่งความรัก ตลอดช่วงวันเทศกาลแห่งความสุขนี้
Merry Christmas
มีใครเคยบอกไหม???
ว่ากันว่า ความหวานจะทำให้เราอุ่นขึ้น